ประวัติรถม้า ในประเทศไทย

นับเวลาย้อนหลังไปในช่วง 85 ปีที่แล้วหรือปี 2458 สมัยของเจ้าบุญวาทย์มานิต  ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ในคราวนั้นการคมนาคมขนส่งทางรพยนต์ยังพัฒนา
ไม่ถึงนครลำปาง พาหนะชนิดเดียวที่สามารถใช้บรรทุกของหรือสินค้า ที่มีความเร็วในการเดินทางสูงสุด คือ รถม้า รถม้าคันแรกได้ถูกซื้อมาจากกรุงเทพฯ



                     เนื่องจากสมัยก่อนรถม้าจะนิยมใช้อยู่ในกรุงเทพฯ ในหมู่ของเจ้าขุนมูลนาย  และใช้เป็นรถประจำตำแหน่งของข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก ในปี 2458
รพยนต์จากยุโรปได้เข้ามามีอิทธิพลในกรุงเทพฯ บรรดาเจ้าขุนมูลนายต่างก็เปลี่ยน จากรถม้าหันมานิยมใช้รถยนต์กันมาก ประกอบกับขณะนั้นทางกรุงเทพฯ
มีรถยนต์ใช้มากขึ้นบทบาทของรถม้ารถลากต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ  จึงลดน้อยลง รถม้าที่เคยใช้นี้เอง ได้เริ่มอพยพเข้ามายังนครลำปาง และยังได้กระจายไปสู่เมืองหลังของภาคต่าง ๆ   ได้แก่ นครราชสีมาของภาคอีสาน นครศรีธรรมราชของภาคใต้ นครเชียงใหม่ เมืองเชียงราย เมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองแม่ฮ่องสอนของภาคเหนือ แต่ด้วยเหตุใดไม่ปรากฏผู้ประกอบการรถม้าในเมืองดังกล่าวจึงเลิกกิจการไป

คงเหลือแต่เฉพาะที่จังหวัดลำปางแห่งเดียวที่ยังคงใช้รถม้าอยู่ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้กิจการรถม้าได้ดำเนินต่อเนื่องเรื่อยมาตั้งแต่ต้น เป็นระยะเวลาได้ 34 ปี จึงได้มีผู้ก่อตั้งสมาคมล้อเลื่อนจังหวัดลำปางขึ้นในปี พ.ศ. 2492

             โดยขุนอุทานคดี ท่านเป็นผู้ริเริ่มและยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมคนแรกที่ได้ร่างกฎระเบียบว่าด้วยสมาคมขึ้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2495 เจ้าบุญส่ง ณ ลำปาง
เข้ามาบริหารงานและได้เปลี่ยนชื่อสมาคมเป็นสมาคมรถม้าจังหวัดลำปาง (THE HORSE CARRIAGE IN LAMPAMG PROVINCE)
และได้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมคนที่สอง รถม้าลำปางได้เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว
 
             ในปี พ.ศ. 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มอบเงินให้แก่เจ้าบุญส่ง ณ ลำปาง และได้ขอรับรถม้าเข้าไว้ในความอุปถัมภ์ให้รัฐบาทช่วยเหลือสมาคมรถม้า
และตั้งกองทุนให้สมาคมรถม้าอีก 1 กองทุน     ปัจจุบันรถม้าในจังหวัดลำปางมีประมาณ 70 คัน  และวิ่งพานักท่องเที่ยวชมเมืองได้มีจำนวน 50 คัน
ซึ่งจะคอยให้บริการสลับสับเปลี่ยนพานักท่องเที่ยวชมเมืองทั้งกลางวันและกลางคืน การพัฒนาความเจริญทางด้านเทคโนโลยีตะวันตก
ส่งผลให้นครลำปางพบกับความเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้านตามลำดับในฐานะของมณฑลพายัพ อันประกอบด้วยนครต่าง ๆ ของภาคเหนือตอนบนความเจริญที่เห็นเด่นชันคือ
การเข้ามาของรถไฟสายเหนือที่มีจุดหมายปลายทางของการเดินทาง สิ้นสุดที่สถานีรถไฟแห่งนี้เปิดรับขบวนรถโดยสารครั้งแรก


 

           เมื่อเถลิงศก วันที่ 1เมษายน พ.ศ. 2459 หรือวันปีใหม่ไทย ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 ใจครั้งนั้นมีรถม้าที่เรียกกันว่ารถม้าแท็กซี่
คอยรับผู้โดยสารจากสถานีรถไฟเข้าสู่ตัวเมืองนครลำปางเมื่อขบวนรถไฟ มาถึงสถานีรถไฟนครลำปาง ณ ตำบลสบตํย อำเภอเมือง อันเป็นจุดเชื่อมต่อกับถนนสามสายแรกในภาคเหนือของประเทศไทย และได้มีการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่นาบริเวณชานเมืองมาเป็นพื้นที่เมืองอย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับความเจริญที่เพิ่มทวีมากขึ้น เมื่อเส้นทางรถไฟพัฒนาด้วยการขุดเจาะ
อุโมงค์ขุนตาลผ่านภูเข้าและไปถึงนครเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2464

           นครลำปางเป็นศูนย์กลางการขนถ่ายสินค้า จากกรุงเทพฯ ไปยังภาคเหนือ และลำเลียงสินค้าที่จำเป็นจากภาคเหนือมายังกรุงเทพฯ ส่งผลให้ย่านการค้าสบตํยแห่งนี้มีการพัฒนาความเจริญอย่างมาก อาคารโบราณเหล่านี้ยังคงเหลือเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรม ที่คงรายละเอียดของความสวยงามไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ในการชมเมืองนั้น นักท่องเที่ยวสามารถใช้บบริการรถม้าแท็กซี่
ที่มีสารถีสวมชุดคาวบอยร่วมสมัยแบบคลาสสิคเดอร์บลุกซ์ ยุคหนังเงียบฮอลลี่วู้ดอันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองลำปางโดยแท้

           และที่พิเศษคือการได้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมวันรำลึกประวัติศาสตร์ รถม้ารถไฟนครลำปาง พร้อมกับเฉลิมฉลองศตวรรษใหม่ปี ค.ศ. 2000 ในวันเถลิงที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2543 สืบต่อไป

[ แก้ไขล่าสุดโดย data เมื่อ 19-07-2010 07:00 ]

ความคิดเห็น